สรรพคุณของเฉาก๊วย
เฉาก๊วย เป็น
ไม้พุ่มกึ่งเลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นกลม เปราะและหักง่ายคล้าย สะระแหน่
กิ่งก้านแผ่กว้างคลุมดิน ยาวได้ 2-3 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม
เป็นรูปรีแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื้อย
ก้านใบสีขาว ยาวประมาณ 1-1.5 ซม. ใบเป็นสีเขียวสด เวลาใบดกจะหนาแน่น
ทำให้น่าชมมาก
ดอก เป็น
สีขาว ออกเป็นช่อแบบเชิงลด คล้ายดอก กระเพรา ตามซอกใบและปลายยอด
แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก เวลามีดอกดกและบานพร้อมๆกัน จะแปลกตามาก
ดอกจะออกได้เรื่อยๆเกือบทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำกิ่ง
การปลูก ขึ้น
ได้ในดินทั่วไป เป็นไม้ชอบแดดและความชุ่มชื้น ดังนั้น
ก่อนปลูกจึงควรผสมกาบมะพร้าวแห้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
พร้อมใส่แกลบดำลงไปอย่างละ 1 ส่วน เพื่อให้อุ้มน้ำชุ่มชื้นตลอดเวลา
เหมาะจะปลูกทั้งแบบลงดินกลางแจ้งและลงกระถางปากกว้างตั้งไว้ตามหัวเสา
รั้วหน้าบ้าน หลังปลูกบำรุงด้วยปุ๋ยมูลสัตว์หรือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก 10
วันครั้ง จะทำให้ต้น เฉาก๊วย เจริญเติบโตเร็วและสามารถเก็บใบใช้ประโยชน์ได้
หรือ ถ้าปลูกจำนวนมาก นำใบไปตากแห้งขายได้ คนซื้อเอาไปต้มทำน้ำเฉาก๊วยขาย
เฉาก๊วย นอก
จากจะสามารถทำขนม ที่มีลักษณะหยุ่นๆคล้ายวุ้นสีดำๆบรรจุถ้วย
ใช้มีดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
ใส่น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลผสมน้ำแข็งรับประทานเป็นของหวานรสชาดอร่อยแล้ว
ยังเป็นสมุนไพรใช้รักษาโรคที่คนมีเงินชอบเป็นได้เด็ดขาดอีกด้วย คือ
โรคความดันสูง โดยในตำรายาจีนกล่าวว่า ใช้ใบสดหรือแห้ง
ของต้นเฉาก๊วยครึ่งกำมือ หรือพอประมาณ ใส่น้ำลงไปให้ท่วมยาหรือใบ
ต้มกับหม้อดินให้เดือดแล้วดื่มเป็นประจำ
จะทำให้อาการของโรคความดันค่อยๆลดลง และควบคุมอาการไม่ให้กำเริบขึ้นได้
และยังช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำอีกต่างหาก
ประโยชน์ของเฉาก๊วย
ของหวานสีดำๆ
เด้งดึงที่เคี้ยวหนึบหนับ และมีรสหวานจากน้ำเชื่อม
รวมถึงความเย็นฉ่ำจากน้ำแข็งที่ใส่ผสมลงไป ทำให้ “เฉาก๊วย”
นั้นกลายเป็นหนึ่งในของหวานยอดฮิตในช่วงหน้าร้อนมากๆ แบบนี้
แต่นอกจากความหวานเย็นที่กินแล้วสดชื่นขึ้นมาในทันใด
เฉาก๊วยก็ยังมีสรรพคุณอื่นๆ ที่ช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย
เฉาก๊วยแท้ๆ
จะทำมาจากต้นเฉาก๊วย ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งในตระกูลเดียวกับมินต์
(พืชจำพวกสะระแหน่) พบได้มากในประเทศจีน
จึงทำให้ขนมเฉาก๊วยมีที่มาจากเมืองจีน และมีชื่อเรียกเป็นภาษาจีน (แต้จิ๋ว)
แต่ก็ยังมีการเรียกที่แตกต่างกันออกไปตามภาษาถิ่นอีกด้วย อาทิ
ในภาษาจีนกลางจะเรียกว่า เหลียงเฝิ่น หรือ เซียนเฉ่า ที่แปลว่าหญ้าเทวดา
ขณะที่ชาวมาเลย์จะเรียกว่า จินเจา เป็นต้น ส่วนภาษาไทยเราก็เรียกว่า
เฉาก๊วย ตามอย่างภาษาจีนแต้จิ๋ว
ความหนึบหนับของเฉาก๊วยนั้นมาจาก
กรรมวิธีการผลิตที่เริ่มจากนำต้นเฉาก๊วยแห้งมาต้มกับน้ำ
จนยางไม้และแพคตินละลายออกมาได้น้ำสีน้ำตาลดำ
(ปัจจุบันบางร้านอาจมีการใส่สีลงไปผสมเพิ่มเติมเพื่อความสวยงาม)
จากนั้นกรองเอาแต่น้ำแล้วนำไปผสมกับแป้ง
ซึ่งตามตำรับโบราณนิยมใช้แป้งท้าวยายม่อม และแป้งมันสำปะหลัง
ตามสัดส่วนหรือตามสูตรของแต่ละคน
ซึ่งจะทำให้ได้ความเหนียวหนึบนุ่มนิ่มที่แตกต่างกัน
นิยมกินคู่กับน้ำตาลทรายแดง น้ำเชื่อม หรือจะใส่ส่วนผสมอื่นๆ
ลงไปตามแต่ความชอบ
สรรพคุณของเฉาก๊วยที่เรารู้กันดีอยู่แล้วก็คือ ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ
นอกจากนี้แล้วยังช่วยขับเสมหะ แก้คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ช่วยลดไข้ แก้ตัวร้อน
ร้อนใน ลดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ลดอาการตับอักเสบ ลดอาการไขข้ออักเสบ
และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
หรือหากว่านำเฉาก๊วยมาต้มให้เดือดแล้วนำน้ำเฉาก๊วยมาดื่มเป็นประจำจะช่วยลด
อาการโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน แต่ข้อควรระวังก็คือ
น้ำตาลที่ใส่ผสมลงไปเพื่อให้มีรสชาติเพิ่มขึ้นนั้นต้องไม่มากเกินไปด้วย
เพราะแทนที่จะได้ประโยชน์ อาจจะได้ผลเสียจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปได้
